เดอะไชนิ่ง คืนนรก (The Shining)

เดอะไชนิ่ง คืนนรก (The Shining)
หมวดหมู่ สตีเฟน คิง (Stephen King)
ราคาปกติ 325.00 บาท
ลดเหลือ 292.00 บาท
สถานะสินค้า พร้อมส่ง
ประเภท สินค้าใหม่
อัพเดทล่าสุด 27 ต.ค. 2560
ความพึงพอใจ ยังไม่มีความคิดเห็น
จำนวน
ชิ้น
หยิบลงตะกร้า
Share
Scan this!

เดอะไชนิ่ง คืนนรก (The Shining)
หรือ
โรงแรมผีนรก

ผู้เขียน: สตีเฟน คิง (Stephen King) (สตีเวน คิง)
แปลโดย: พจนีย์ ฉัตรชัยวิวัฒนา
สำนักพิมพ์ แพรวสำนักพิมพ์ (อมรินทร์)

ราคาปกติ 325 บาท ลดเหลือ 292 บาท
(ราคานี้ยังไม่รวมค่าจัดส่งครับ)     

+++ รายละเอียดหนังสือ +++ [mr01]

1 ในหนังสือ 1,001 เล่มที่ห้ามพลาดในชาตินี้
(1001 Books You Must Read Before You Die)

ความหวังสุดท้ายของแจ๊ค ทอร์แรนซ์ อยู่ที่ “โรงแรมโอเวอร์ลุค” บนเทือกเขาในโคโลราโด เขาจะรับงานเป็นคนดูแลโรงแรมช่วงหน้าหนาว ช่วงเวลา 5 เดือนที่โรงแรมจะปิดตายและมีหิมะสูงตระหง่านโอบล้อม

แดนนี่ ทอร์แรนซ์ ลูกชายของแจ๊ค ไม่ค่อยจะเห็นด้วยนัก เขาอายุแค่ 5 ขวบ แต่รู้อะไรเยอะแยะ เพราะเขามีความสามารถพิเศษ เขาเห็น เขารู้ เขารู้สึกว่า...ที่โอเวอร์ลุคนั้น มีบางสิ่งกำลังรอคอยจะจับพวกเขาไว้ให้อยู่หมัด

ไม่ว่าที่โรงแรมจะมีอะไรหรือมีใครซ่อนอยู่ เวนดี้ ทอร์แรนซ์ จะเอาลูกหนีไปจากที่นี่ให้ได้ เมื่อแจ๊ค สามีของเธอ อารมณ์ร้ายขึ้นทุกวัน เมื่อเธอรู้สึกว่าในโรงแรมไม่ได้มีแค่พวกเขาสามคน และเมื่อเธอเห็นรอยช้ำบนคอของแจ๊คที่เหมือนมีใครมาจับมันบีบแบบกะให้ถึงตาย

ในห้อง 217 มีอะไร
ใครบีบคอแดนนี่
สิ่งลึกลับอะไรที่ทำให้แจ๊คดูคลั่งขึ้นทุกวัน

เธอต้องไป ลูกเธอต้องพ้นจากที่นี่
ไม่รู้ว่าจะทันหรือเปล่า...

เดอะไชนิ่งเรื่องนี้ เป็นหนึ่งในนิยายที่เยี่ยมที่สุดของ สตีเฟน คิง

==================

ประวัติผู้เขียน

สตีเฟน เอ็ดวิน คิง เกิดเมื่อวันที่ 21 กันยายน ค.ศ.1947 ที่เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐเมน คิงจบการศึกษาชั้นมัธยมจากโรงเรียนลิสบอนฟอลส์ไฮสกูล จากนั้นเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยเมนในปี 1966 และสำเร็จการศึกษาสาขาภาษาอังกฤษในปี 1970 หลังเรียนจบ คิงได้ประกาศณียบัตรสำหรับสอนในระดับมัธยมปลาย ในระหว่างที่ยังไมได้งาน เขาดำรงชีพด้วยการเขียนเรื่องสั้นให้นิตยสารฉบับต่างๆ แต่หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ได้งานประจำที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในเมน และในปี 1973 Carrie นิยายเรื่องแรกของเขาได้รับการตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ดับเบิลเดย์ และจากนั้นเขาได้ผลิตผลงานอีกมากมายที่ยังคงขายดีและครองใจนักอ่านทั่วโลก จวบจนถึงปัจจุบันนี้

คิงประสบปัญหาครอบครัวตั้งแต่เด็ก เขามักจะฝันว่าแม่นอนอยู่ในโลงศพ ส่วนตัวเองก็ถูกแขวนคออยู่บนตะแลงแกง มีอีกามากมายรุมจิกดวงตาของเขา ในยามตื่น เขามีอาการหวาดระแวง กลัวความตาย กลัวแม้กระทั่งตัวตลก เมื่อโตขึ้น เขาพบว่าวิธีเดียวที่จะจัดการกับอาการหลอนเหล่านี้คือ เขาต้องเขียนมันออกมา

ในช่วงปี 1980 เขาประสบปัญหาติดเหล้าและติดยาอย่างหนัก คิงเคยเล่าว่า ร่างกายและสมองของเขาเสียหายหนักจากการติดเหล้าและยา จนทุกวันนี้เขาจำผลงานที่ตัวเองเขียนในช่วงนั้นบางเล่มไม่ได้ด้วยซ้ำ หลายครั้งที่คิงคิดจะฆ่าตัวตาย แต่สุดท้ายสิ่งที่ทำให้เขากลับมาเดินทางสว่างได้อีกครั้งก็คือครอบครัว ลูกและภรรยาคือสิ่งที่คิงไม่อยากสูญเสียไป

ในช่วงที่เขาเกือบจะเลิก สิ่งเสพติดต่างๆ สำเร็จ คิงเกิดกลัวขึ้นมาว่าเขาจะไม่สามารถเขียนได้อีก ทาบิทา คิง ภรรยาของเขา คือคนที่คอยอยู่ข้างๆและช่วยให้ความสามารถในการเขียนของเขากลับมาในที่สุด

สตีเฟน คิง มีผลงานกว่า 60 เล่ม ทั้งแนวสยองขวัญ,ระทึกขวัญ, วิทยาศาสตร์ และแฟนตาซี ผลงานของเขาขายได้กว่า 350 ล้านเล่มทั่วโลก หลายเรื่องได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์และโด่งดังไปทั่วโลก นอกจากนี้เขายังได้รับรางวัลต่างๆอีกมากมายหลายสาขาและจากหลายสำนัก ถือเป็นนักเขียนผู้มีผลงานเป็นอมตะคนหนึ่งของโลก

======================

จัดเต็มรีวิว The Shining ฉบับหนัง
คืนหนึ่งหลังจาก Stanley Kubrick รับงานกำกับภาพยนตร์สยองจากนิยายขายดีของ Stephen King ที่ชื่อ The Shining ลุงแกก็โทรหาพี่ King ตอนตีสาม พร้อมยิงคำถามไปว่า "คุณคิดว่าเรื่องผีเนี่ยเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าชีวิตหลังความตายมีจริงๆ หรือเปล่า?"

King เองก็กำลังงัวเงีย (ตีสามนะครับขอย้ำ) เลยตอบไปแบบกึ่งๆ ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธอย่างชัดเจน แล้วการถกเรื่องความคิดความเชื่อเกี่ยวกับภูติผีวิญญาณและเรื่องเหนือ ธรรมชาติก็ดำเนินไปจนกระทั่ง Kubrick ถามด้วยเสียงเรียบๆ ว่า "นี่ ... แล้วคุณเชื่อเรื่องพระเจ้ามั้ย?" ข้อนี้ King ตอบทันที "โอ้ แน่นอนสิครับ ผมเชื่อ" แล้ว Kubrick ก็เงียบไปนิดนึงก่อนตอบ "... ไม่น่ะ ผมไม่คิดว่ามีพระเจ้าในโลกนี้หรอก" แล้วก็วางสายไป

บทสนทนานั้นไม่ ได้ก่อเรื่องใหญ่แต่อย่างใดครับ แต่ก็เป็นสัญญาณบอกความต่างทางแนวคิดของ King และ Kubrick ซึ่งมีผลอย่างแรงหลังจากหนังเรื่องนี้ถ่ายทำเสร็จ

The Shining คือนิยายเล่มที่ 3 ของ Stephen King ต่อจาก Carrie และ Salem's Lot ที่แม้สองเรื่องก่อนจะสร้างชื่อให้เขาเป็นที่รู้จัก แต่หากจะว่ากันถึงนิยายแจ้งเกิดในวงกว้างที่ยอดเยี่ยมจนนักอ่านมอบฉายาราชา นิยายสยองขวัญให้แล้วล่ะก็ ต้องยกให้เรื่องนี้

ที่มาของ The Shining ก็เริ่มราวๆ ปี 1974 ตอนที่ King ต้องการจะสร้างสรรค์งานสไตล์ใหม่ๆ ขึ้น เนื่องด้วยว่าทั้ง Carrie และ Salem's Lot ต่างมีฉากหลังเป็นเมืองเล็กๆ ในรัฐเมนอันเป็นที่อยู่ของ King นั่นแหละครับ นักเขียนส่วนมากมักจะเริ่มเขียนงานโดยอิงสภาพบ้านเมืองจากที่ตนอยู่นั่นแหละ ง่ายดี แต่พี่ท่านเห็นว่าขืนเขียนแต่เมืองนี้ซ้ำไปมันจะย่ำต้อกเกินงาม เลยจัดการเอาแผนที่มาก้างบนโต๊ะกินข้ว ก่อนจะให้นิ้วจิ้มแบบสุ่มๆ ไปยังเมืองซักเมืองหนึ่ง ปรากฎว่าเมืองที่ออกได้แก่ เบาวน์เดอร์ รัฐโคโลราโด

พอได้ที่หมายแล้ว King ก็เลยพาตัวเองและครอบครัวเดินทางข้ามรัฐจากเมนไปโคโลราโด เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ หาสถานที่ใหม่เพื่อใช้เป็นฉากหลังในนิยายเล่มต่อไป

ครั้น พอล่วงเลยเข้ามาถึงช่วงเทศกาลวันฮัลโลวีน Tabitha ก็ต้องการจะพักผ่อนแบบจริงๆ จังๆ โดยไม่ต้องตะลอนไปไหนต่อไหน เลยบอกให้ King หยุดพักที่โรงแรมสวยๆ สักคืนสองคืน น่าจะเป็นการหย่อนใจที่ไม่เลวแล้วค่อยตระเวนเดินทางหาโลเกชั่นต่อไป

พี่ King ก็ไม่มีปัญหา พักก็พัก พอดีวันนั้นพวกเขาเดินทางผ่านมาแถบ เอสเตส ปาร์ค ย่านท่องเที่ยวที่อยู่ห่างจากอุทยานแห่งชาติเทือกเขาร็อกกี้ (The Rocky Mountain National Park) เพียง 6 ไมล์ เลยวางแผนว่าค้างแถวนั้นก็แล้วกัน ไว้วันต่อไปจะได้ไปเที่ยวที่อุทยานด้วย

โรงแรมที่พวกเขาเช็คอินมีชื่อว่า สแตนลี่ย์ (Stanley Hotel)

คอเรื่องลึกลับอาจพอจะจำได้ว่าชื่อเสียงของโรงแรมนี้ดีแค่ไหน ถ้าหากท่านอยากเจอผีสักครั้งระหว่างค้างอ้างแรม เพราะโรงแรมสแตนลี่ย์เป็นหนึ่งในที่พักที่ติดอันดับเรื่องผีชุกชุมมากที่สุดของสหรัฐอเมริกา!

โรงแรม นี้สร้างขึ้นโดยนาย Freelan O. Stanley นักธุรกิจผู้มั่งคั่งชาวบอสตันที่ร่ำรวยอย่างมหาศาลจากธุรกิจเครื่องจักรไอ น้ำสแตนลี่ย์ (Stanley Steamer) ยนตรกรรมรุ่นแรกๆ ที่ขับขี่ได้โดยไม่ต้องอาศัยแรงม้าลาก แต่ข่าวร้ายก็มาเยือนเมื่อหมอประจำตัวบอกว่าให้ทำใจ เพราะ Stanley ป่วยเป็นวัณโรคและคงอยู่ได้อีกไม่นาน

ราวปี 1903 Stanley เลยจึงตัดสินใจใช้ชีวิตบั้นปลายที่สวนสวยร่มรื่นแถบเอสเตส ปาร์ค ก่อนจะเอาเงินทั้งหมดที่มีลงทุนสร้างโรงแรมตามคำขอของภรรยา Flora ที่รักของเขา ที่ต้องการจะสร้างที่พักขึ้นมา โดยมีลักษณะเหมือนบ้านแบบเดียวกับที่เธอเคยอยู่มาก่อน ... บ้านหลังที่ว่าอยู่ในรัฐเมน

โรงแรมสแตนลี่ย์สร้างเสร็จปี 1909 แล้วก็กลายเป็นสถานที่ตากอากาศติดอันดับอย่างรวดเร็ว เนื่องด้วยความร่มรื่น บรรยากาศสดชื่นเขียวขจี อากาศก็บริสุทธิ์ ซ้ำยังใกล้อุทยานอีกต่างหาก ผู้คนเลยหลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศ คนดังๆ อย่าง Molly Brown สาวใหญ่ผู้มีชื่อเสียงที่รอดชีวิตจากเรือไททานิก, ประธานาธิบดี Theodore Roosevelt และจักรพรรดิฮิโรฮิโต้แห่งประเทศญี่ปุ่นต่างก็เคยแวะเวียนมาพักที่นี่ทั้ง สิ้น

Stanley อยู่ชื่นชมความสำเร็จของโรงแรมได้ถึงปี 1940 ก่อนจะสิ้นลมอย่างสงบ

แต่ มีคนกล่าวว่า Stanley และภรรยายังคงชื่นชมความสำเร็จอยู่ตราบจนปัจจุบัน เพราะมีคนเห็นทั้งคู่เดินไปมาอยู่บ่อยครั้ง ตราบจนทุกวันนี้!

เรื่อง เล่าเขย่าขวัญของโรงแรงนี้มีหลากหลาย ไม่ว่าจะเรื่องการเดินตรวจตราของนายและนาง Stanley ที่มีรายงานว่ามีคนเจออยู่ประจำ หรือจะเสียงเด็กที่เล่นกันตรงกลางโถงทางเดิน จนแขกนอนไม่ได้สักคน ... แต่ไม่มีปรากฎว่าคืนนั้นๆ มีครอบครัวไหนพาเด็กมาพักด้วยสักราย

Stephen King และภรรยาได้เข้าพักที่โรงแรมแห่งนี้วันที่ 30 ตุลาคม ปี 1974

แล้ว อะไรดูจะช่างประจวบเหมาะอย่างยิ่ง เพราะคืนที่พวกเขาเข้าพักนั้น มีแขกเพียงสองคนเท่านั้นคือ King และภรรยา สาเหตุเพราะโรงแรมกำลังจะทำการหยุดประจำปีพอดี

แต่แทนที่อะไรทั้งหมด จะทำให้เขาตื่นกลัว King กลับบอกตัวเองว่า นี่แหละที่หามานาน คืนนั้นหลังจากทานอาหารค่ำตามลำพังสองคนในห้องโถงที่ไร้ผู้คน ภรรยาเขาก็กลับห้องพักไปนอน (ห้องที่ว่าคือ 217 หมายเลขห้องเดียวกับที่ปรากฏในนิยาย) ส่วนเขาเองก็ได้โอกาส เดินสำรวจโรงแรมที่ว่างเปล่า มีหลืบมืดๆ มากมายทุกหัวมุม ก่อนจะหยุดดื่มเล็กน้อยที่บาร์ บาร์เทนเดอร์นั้นมีชื่อว่า เกรดี้ (ชื่อเดียวกับหนึ่งในตัวละคร The Shining) ระหว่างนั้นพล็อตเกี่ยวกับนิยายที่เขาเคยคิดไว้ก็แล่บขึ้นมา มันมีชื่อว่า Darkshine ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่อง The Veldt ของ
Ray Bradbury

Darkshine ว่าด้วยเรื่องราวของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มีพลังจิต แล้วก็ใช้พลังนั้นสร้างสวนสนุกปนสะพรึงแห่งหนึ่งขึ้นมา แต่เนื่องจากพล็อตยังไม่ได้ที่ Kng เลยเก็บขึ้นหิ้งไว้หลายปี พอมาคืนนี้เขาเริ่มสนใจมันอีกครั้ง ทว่าก็ยังเป็นแค่ความคิด

และ วินาทีที่นิยาย The Shining เป็นรูปเป็นร่างคือยามที่ King ผลอยหลับไปในคืนนั้น เขาฝันว่าจู่ๆ ลูกชายวันสามขวบของเขาก็วิ่งเข้ามาในห้อง หน้าตาตื่น กรีดร้องเพราะโดนอะไรบางอย่างไล่ล่าตามหลังมา

King ตกใจตื่นขึ้นมาเหงื่อท่วมตัว เขาเลยพยายามสงบสติอารมณ์โดยการสูบบุหรี่ ตาก็มองไปที่เทือกเขาร็อกกี้ แล้วThe Shining ก็ถือกำเนิด เพราะเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบของนิยายกำลังได้ที่ในหัวเขาพอดี

The Shining เล่าถึงเรื่องราวของครอบครัวทอร์เรนซ์ ที่ประกอบไปด้วย แจ๊ค นักเขียนผู้เคยติดเหล้าและมีประวัติทำร้ายลูกตัวเอง, เวนดี้ ภรรยาที่อ่อนโยน และ แดนนี่ ลูกชายที่มีสัมผัสพิเศษถึงสิ่งเหนือธรรมชาติ

แจ๊ค เองพยายามจะแก้ตัวด้วยการหางานทำ พร้อมทั้งใช้เวลาอยู่กับลูกเมียเพื่อกระชับความสัมพันธ์ ลบล้างอดีตอันเลวร้ายออกไปเสีย เขาเลยรับงานเฝ้าโรงแรมโอเวอร์ลุค ซึ่งจะปิดปริการทุกฤดูหนาว เนื่องจากจะมีหิมะหนามากจนไม่สามารถเดินทางเข้าออกได้

ในตอนแรก ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปด้วยดีครับ จนกระทั่งวิญญาณสยองที่สิงในโรงแรมเริ่มปั่นหัวแจ๊คให้บ้าคลั่ง และพวกมันยังต้องการตัวแดนนี่เอาไว้อีกด้วย ทำให้ครอบครัวทอร์เรนซ์ต้องหาทางเอาตัวรอดจากโรงแรมผีนรกแห่งนี้

แทบ ไม่ต้องพูดถึงล่ะครับว่าความสำเร็จของ The Shining เยอะขนาดไหน เอาเป็นว่าขายดีติดอันดับเบสต์เซลเลอร์ซ้ำยังเป็นนิยายปกแข็งเล่มแรกในชีวิต ของ King อีกต่างหาก คำชมก็ท่วมท้นคนอ่านพากันขนพองสยองเกล้ากับเหตุการณ์สุดสยอง

ถ้า Jaws เป็นหนังที่ทำให้คนไม่กล้าลงน้ำแล้ว The Shining คือนิยายที่ทำเอาคนกลัวการไปพักตามโรงแรมกันเป็นแถบๆ เพราะ King ร่ายและเล่าให้สมจริง จนนักอ่านหลายคนออกมาบ่นว่าออกจะสมจริงเกินไป น่ากลัวเกินเหตุเหมือนเรื่องมันมาเกิดตรงหน้าพวกเขา!

สองปีต่อมาหลัง จากหนังสือไต่อันดับขายดี ตามด้วยการที่นิยายก่อนหน้าของ King ทั้ง Carrie และ Salem's Lot ต่างทำออกมาเป็นหนังได้รับคำชมและเงินทองไปพอตัว งานชิ้นนี้เลยโดนติดต่อขอซื้อไปทำหนังอย่างรวดเร็ว และการวางตัวผู้กำกับก็เล่นเอาฮือฮาทั้งวงการ เพราะเขาคือ Stanley Kubrick เจ้าของงานดังๆ ระดับคลาสสิก ไม่ว่าจะ Spartacus, Lolita, Dr. Strangelove, 2001: A Space Odyssey และ A Clockwork Orange ทำเอาทั้งคนดูและคนทำจับตามองว่าเมื่อยอดนักเขียนมาเจอกับยอดนักทำหนัง อะไรจะเกิดขึ้น

พอมีการวางตัวทุกอย่างแน่นอน Kubrick ก็ลงมือดัดแปลงนิยาย The Shining ในแบบของตัวเอง แล้วก็มีการโทรไปถามสำรวจความคิดของ King อย่างที่เกริ่นไปเมื่อตอนต้น

โครง หลักของ The Shining ยังคงเดิม นั่นคือครอบครัวทอร์เรนซ์อันประกอบไปด้วย แจ๊ค (Jack Nicholson), เวนดี้ (Shelley Duvall) และแดนนี่ (Danny Lloyd) รับงานไปเฝ้าโรงแรมโอเวอร์ลุคตอนมันปิดภาคฤดูหนาว แล้วก็เผชิญกับความสยองพองขนของโรงแรมที่ว่า โดยตอนต้นเรื่องมีการอุ่นเครื่องด้วยการเล่าตำนานการฆาตกรรมสุดสยองที่เคย เกิดในโรงแรมแห่งนี้ อีกทั้งสิ่งเหนือธรรมชาติอีกหลายอย่าง จนส่งผลให้แจ๊คเปลี่ยนไป และสองแม่ลูกทอร์เรนซ์ก็ต้องมาเผชิญกับเรื่องสยองที่สุดในชีวิต

คอ หนังที่คุ้นเคยสไตล์ของผู้กำกับ Kubrick คงจำกัดความผลงานแกได้ว่า ยาวยืด และยอดเยี่ยม ลองว่า Kubrick ได้ลงมือจับหนังเรื่องไหนความยาวมักจะมาเต็มกำลังเพื่อให้ได้เนื้อหนังครบ ถ้วนสมบูรณ์ตามที่เขาต้องการ เช่นเดียวกับความเยี่ยมที่มีทุกรอบเช่นกัน แต่จะมากจะน้อยก็ว่ากันไปแล้วแต่กรณี

The Shining เข้าข่ายกรณีดีครับ แม้ความยาวจะยืดถึงประมาณ 150 นาที แต่ดีกรีความน่าติดตามต้องยกนิ้วให้ ทั้งๆ ที่องค์ประกอบของหนังบอกตามตรงว่าโล่งโถงเอามากๆ

ที่ว่าโล่งโถงก็ เพราะ ตัวละครในเรื่องมีน้อย ตัวหลักๆ แค่สามคนซึ่งก็คือสามพ่อแม่ลูกตระกูลทอร์เรนซ์ นอกนั้นก็มี ดิ๊ก ฮัลโลแรน (Scatman Crothers) พนักงานโรงแรมผิวดำใจดีที่โผล่มาตอนต้นเรื่องเพื่อเตือนแดนนี่ถึงสิ่งไม่ ธรรมดาที่แฝงตัวอยู่ในโรงแรมแห่งนี้ และ สจ๊วต อุลล์แมน (Barry Nelson) ผู้เลือกแจ๊คให้มารับงานนี้ นอกนั้นก็เป็นบทสมทบเล็กๆ และพวกผีอีกไม่กี่ตน

นอก จากตัวละครน้อยแล้ว ฉากก็ไม่ได้มีมากมาย ทั้งเรื่องวิ่งวนเดินกันอยู่แต่ในโอเวอร์ลุค ทำยังกับละครเวทีก็ไม่ปาน อีกทั้งข้าวของในฉากก็น้อยมากเสียจนหนังดูโล่งโถงไปหมด

แต่ความน้อยและโล่งโจ้งนี่แหละ ที่สร้างสรรค์ความสยองระดับมาสเตอร์พีซจนคนดูละสายตาไม่ได้

เรื่อง ราวในหนังก็เหมือนกับเหตุการณ์หายนะทั้งหลายที่มักจะก่อตัวจากอะไรที่ ธรรมดาๆ จนเหมือนไม่น่ามีเหตุร้าย แต่ซักพักพายุก็เริ่มตั้งเค้า เท่านั้นล่ะครับ ความสยดสยองก็โถมเข้ามา กว่าจะรู้ตัวก็สายเกินเพราะหายนะเดินทางมาถึงเรียบร้อย

ในหนังก็ตาม นั้นครับ แรกๆ ก็ไม่มีอะไร แต่แล้วเหตุการณ์ผิดปกติก็ค่อยๆ เกิดๆๆ จากสยองนิดหน่อยแบบเห็นแว่บๆ กลายมาเป็นความสยองเต็มๆ พอตอนท้ายคนดูก็ลุ้นกันตาเหลือกว่าครอบครัวเคราะห์ร้ายนี้จะรอดไปได้หรือไม่

จุด ที่ทำเอาผมประทับใจไม่เสื่อมคลายคือ หนังเรื่องนี้สยองจริงน่ากลัวจริง แต่ไม่ได้น่ากลัวเพราะฉากแหวะสารพัดหรือฉากการตายมากมายอย่างที่หนังสยอง ทั้งหลายชอบใส่ลงมากัน หนังทั้งเรื่องเอาเข้าจริงๆ มีฉากสยองแบบนานๆ ที และที่ไม่น่าเชื่อคือมีฉากการฆ่ากันจริงๆ แค่หนึ่งครั้งเท่านั้น

แต่อารมณ์ชวนขนลุกขนพองมันเกิดทั้งๆ ที่ไม่มีฉากสยอง มันเกิดทั้งๆ ที่ฉากโล่งจนแทบไม่มีอะไรเลย!

ประเด็น นี้คงต้องชมทั้ง King และ Kubrick เพราะถ้าถามว่าทำไมบรรยากาศในโรงแรมโอเวอร์ลุคมันถึงน่ากลัว ทั้งๆ ที่ยังไม่ทันมีฉากแหวะมาให้คนดูได้ตกใจ ก็บอกได้เลยว่าเป็นเพราะการวางเรื่องของ King ที่ฉลาดใช้จินตนาการและการรับรู้ของคนดูมาเป็นเครื่องมือ แบบเดียวกับความเยี่ยมที่เกิดใน Rose Red ทีวีซีรี่ส์บ้านผีสิงที่ผมชอบอีกอัน ซึ่งเขียนโดยพี่ King เหมือนกัน

King อาศัยจินตนาการผู้ชมสร้างความหลอนให้ตนเองโดยการเล่าเรื่องคดีฆาตกรรมครอบ ครัวเกรดี้ที่นองเลือดไปทั่วโรงแรม อุ่นเครื่องผู้ชมและแจ๊คก่อนจะเข้าไปเฝ้าที่โอเวอร์ลุคจริงๆ ดังนั้นแม้จะไม่มีฉากน่ากลัว แต่เรื่องเล่าที่คนดูได้รับรู้ได้ทำหน้าที่ของมันในการหลอกหลอนให้คนดูหวาด ผวากับบรรยากาศในโรงแรม แม้ภาพตรงหน้าไม่มีอะไรแต่ในใจก็พาลคิดเตลิดไปว่าไอ้ที่มันฆ่ากันน่ะ เกิดตรงไหน

ผีหลอกคน ไม่ร้ายเท่าคนหลอกคน แต่คนหลอกคนก็ไม่ร้ายเท่าคนหลอกตัวเอง!

จิต คนนี่เองที่มีพลังมากมายมหาศาล คิดสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้มากมาย ขณะเดียวกันก็คิดร้ายทำลายกันมานักต่อนัก คนไม่รู้เท่าไหร่ต้องมาเสียสติแทบบ้าตายเพราะใจเราเอาแต่คิดในทางร้าย คิดจนสติตัวเองไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

ทว่าความเยี่ยมที่ King ปูไว้ย่อมไร้ความหมายหากภาพในหนังไม่รับการอารมณ์ชวนผวาที่ว่า

Kubrick ก็เลือกที่จะนำเสนอภาพโล่งๆ แต่ใช้มุมกล้องที่ชวนผวา และส่วนมากก็จะเป็นภาพมุมกว้างที่เราเห็นอะไรได้รอบทั่วถนัดตาราวกับว่าเรา กำลังเดินอยู่ในโรงแรมด้วย และแม้มุมกล้องจะกว้าง แต่ลีลาการถ่ายทอดชวนอึดอัดทั้งสิ้น อารมณ์คนดูก็โดนบีบบ้างคลายบ้างตามแต่ Kubrick จะนำพาไป

หนังสยองเรื่องไหน บีบคนดูได้ทั้งภาพและความคิด คนดูเตรียมเปิดไฟนอนได้เลย ... พูดถึงตรงนี้ก็อีกนั่นแหละ แม้จะเปิดไฟนอนก็ใช่ว่าจะไล่ความกลัวไปได้ เพราะเรื่องสยองในหนัง The Shining ไม่มีฉากไหนเลยที่เกิดท่ามกลางความมืด มันเห็นเลือดจะๆ ท่ามกลางไฟสว่างโล่ทั้งสิ้น

จุดนี้เป็นอะไรที่น่าประทับใจ เมื่อยอดนักเขียนมาเจอยอดผู้กำกับ ผลที่ได้มันก็ผสมกัน ยอดแบบไม่เกรงใจใคร

ที่ ลืมไม่ได้คือฝีมือของสามนักแสดง เริ่มจาก Jack Nicholson ที่แทบไม่ต้องบรรยายสรรพคุณ เล่นเรื่องไหนดีเรื่องนั้น ตอนที่เล่น The Shining (ปี 1980) Nicholson ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ไปแล้ว 5 รอบ จากเรื่อง Easy Rider (1969) ในบทสมทบชาย ตามด้วย Five Easy Pieces (1970), The Last Detail (1973) และ Chinatown (1974) สามเรื่องหลังนี่เข้าชิงในสาขาดารานำชาย แต่ก็พลาดไปจนกระทั่งปี 1975 กับหนัง One Flew Over the Cuckoo's Nest กับบทชายที่ใครๆ ต่างมองว่าเขาสติไม่ดี อันนี้แหละที่ทำให้แกได้รางวัลไปนอนกอด เลยแทบจะบอกได้เวลา Nicholson ค่อนข้างขึ้นกับบทที่คลั่งๆ ไม่ปกติทำนองนี้

พอ ดีอย่างยิ่งที่ในเรื่องก็มีช่วงให้พี่แกแสดงความบ้าออกมา ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง เพราะแกอาละวาดซะคนดูขวัญกระเจิงเป็นแถบๆ หน้าตาชวนสยองขวัญโดยไม่ต้องเมคอัพให้เสียเงิน แค่ตาขวางๆ ปากแสยะยิ้มก็ไม่มีมนุษย์หน้าไหนอยากเข้าไปสนทนากับแกแล้วล่ะครับ

Shelley Duvall แม้บทจะเด่นสู้ Nicholson ไม่ได้ แต่ช่วงแสดงความผวาก็หายห่วง ดูแล้วสงสารเธอจริงๆ ดันต้องมาเจอเรื่องนรกแบบนี้ ช่วงปี 1980 ถือเป็นปีที่ดีของเธอเพราะนอกจากได้เล่นหนังเรื่องนี้แล้ว ยังมีโอกาสสวมบทโอลีฟ ออยล์ หวานใจพ่อป็อบอาย (รับบทโดย Robin Wliiams) ในหนัง Popeye เวอร์ชั่นคนแสดงจริงอีกด้วย

แต่รายที่น่าปรบมือให้สัก หลายทีก็หนีไม่พ้นหนูน้อย Danny Lloyd ที่แสดงหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกและเรื่องเดียว แต่ก็เล่นได้เก่งครับ ตอนกรีดร้อง ตอนตะโกนนี่ทำเอาผู้ใหญ่ที่ดูหนังอยู่สะดุ้งได้เลย

ที่ ต้องปรบมือให้แกหลายทีหน่อยเพราะแกแสดงท่าทางสยองในหนังสยองได้ดีเยี่ยมมากๆ แต่เชื่อไหมครับว่าตลอดกาลถ่ายทำหนูน้อย Danny ไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่าเขากำลังถ่ายทำหนังสยองขวัญอยู่

เหตุผลประการ สำคัญมาจากเรื่องกฎเกณฑ์ของดาราเด็กนั่นแหละครับ ที่ไม่อนุญาตให้เด็กต้องมีประสบการณ์ที่น่ากลัว ทำให้ Kubrick ต้องกำกับหนูน้อย Danny อย่างระมัดระวัง ตอนแสดงท่าตกใจ กลัวนั่นกลัวนี่ล้วนเป็นการกำกับของ Kubrick ทั้งสิ้น โดยเฉพาะฉากสำคัญที่แดนนี่ต้องเจอกับสองพี่น้องเกรดี้ตรงกลางโถงทางเดินนั่น จริงๆ แล้วแดนนี่ไม่ได้เห็นภาพเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อยครับ ไม่เห็นแม้แต่สองพี่น้องนั่น

Kubrick ถ่ายทำฉากนี้โดยให้แดนนี่มองโถงทางเดินเปล่าๆ แล้วก็กำกับให้เขาตกใจ กลอกตัวด้วยความกลัว ก่อนจะช็อกไป หลังจากนั้นค่อยไปถ่ายฉากเด็กผู้หญิงยืนอยู่ทีหลัง แล้วเอามาแมตช์กัน Kubrick ให้เหตุผลว่าเขาอยากให้ฉากดังกล่าวเป็นกึ่งภาพหลอนกึ่งภาพจริง เลยมีการถ่ายคนละช็อต พอเอามารวมกัน อารมณ์ภาพที่ได้จะไม่เชิงเป็นไปในทางเดียวกัน เพื่อสื่ออารมณ์สับสนและผิดปกติของฉากที่ว่านั่น

พอถ่ายทำเสร็จคนดู พากันชื่นชมหนูน้อย Danny กันใหญ่ โดยที่เจ้าตัวเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าหนังมันเป็นอย่างไร จนหลายปีต่อมานั่นแหละถึงได้รู้ความจริงว่าเขาเคยเล่นหนังผีสยองมาก่อน

ว่า ตามจริง Kubrick เองไม่ได้เล็งหนูน้อย Danny มาแต่แรก ดาราเด็กที่เขาวางตัวไว้ว่าจะมาเล่นคือ Cary Guffey ที่เคยแสดงในหนังของ Steven Spielberg เรื่อง Close Encounters of the Third Kind มาก่อน แต่ด้วยตารางเรียนที่ไม่ลงตัว พ่อแม่เขาเลยบอกปัดไป บทเลยตกมาเป็นของ Danny

หลัง จากเล่นเรื่องนี้ Danny เองก็ไม่ได้เข้าวงการหนังอีกเลยครับ มีปรากฏตัวในหนังทีวีแค่ครั้งเดียวเมื่อหลายปีก่อน ตอนนี้เขาเป็นศาสตราจารย์วิชาชีววิทยาประจำวิทยาลัยท้องถิ่นที่เอลิซาเบธ ทาวน์ รัฐเคนตักกี้

แต่ถึงกระนั้นหน้าตาตอนตกใจสุดขีดของเขายังคงอยู่ในความทรงจำของผู้ที่ได้ชมหนังเรื่องนี้ทุกคน ... เล่นน้อยแต่เป็นที่จดจำว่างั้นเถอะ

องค์ ประกอบที่มีไม่เยอะ แต่ก็สร้างความเยี่ยมให้ The Shining ขึ้นมาได้สำเร็จ ก็คงต้องยกนิ้วให้ Kubrick อีกรอบนั่นแหละครับที่ทำออกมาได้สยองแบบโมเดิร์น ไม่เหมือนใคร แม้เอามาดูสมัยนี้ก็ไม่รู้สึกว่าหนังเก่า ดูร่วมสมัยให้ความพรั่นพรึ่งได้เป็นอย่างดีและเป็นหนังสยองแบบที่ไม่ใคร่จะ มีคนทำออกมา เพราะส่วนใหญ่ต้องเลือดเยอะๆ ยังกับไปร้านลาบทั้งนั้น

แต่ ถึงกระนั้นความเป็นผู้กำกับอารมณ์ศิลปินจัดของ Kubrick ก็ยังคงออกฤทธิ์ระหว่างการถ่ายทำ โดยเฉพาะการเทคที่ Guinness Book of World Records ได้ยกให้ว่าเป็นหนังที่มีการเทคต่อฉากมากที่สุด เช่น ฉากหนึ่งที่เวนดี้ (Duvall) แสดงโดยมีบทพูดด้วย โดน Kubrick สั่งเทคใหม่ไปถึง 127 เทค, ฉากของดิ๊ก ฮัลโลแรน (Crothers) ที่สัมผัสได้ถึงเรื่องร้ายที่กำลังก่อตัวที่โรงแรมโอเวอร์ลุค เป็นฉากที่ไม่มีอะไรเลยนะครับ แค่กล้องค่อยๆ จับหน้าของดิกเท่านั้น ปรากฏว่าเจอไป 120 กว่าเทค

รวมไปถึงฉากสำคัญระหว่างแจ๊ค ทอร์เรนซ์กับดิ๊ก ในตอนท้ายเรื่อง (ฉากอะไรบอกไม่ได้ กลัวสปอยล์) Kubrick มีการวางไว้เลยว่าอย่างน้อยต้อง 70 เทค แต่พอถ่ายไปได้ 40 เทคก็ต้องหยุด เพราะ Crothers ที่ตอนนั้นอายุ 70 ปีพอดีเกิดน็อตหลุดเพราะเหนื่อยเหลือเกิน ชนิดน้ำตาไหลออกมาด้วยความอ่อนล้ามาก ถาม Kubrick ว่า "คุณต้องการอะไรกันแน่? คุณคูบริก"

ว่ากันว่าที่ Kubrick ถ่ายไว้ซะเยอะก็เพื่อจะได้เลือกเอาฉากที่ดีที่สุดมาตัดลงในหนัง เรียกว่าพิถีพิถันอย่างแรง ทำเอาคนในกองถ่ายหมดแรงฮ็อตด็อกไปตามๆ กัน

พอ หนังออกฉายความเห็นที่มีต่อหนังนับว่าก้ำกึ่งครับ ที่ชอบก็เยอะเพราะมันสยองแบบไม่เหมือนใคร ดูแล้วขวัญผวาคุ้มค่าเงิน บ้างก็นอนไม่หลับไปหลายคืน ไม่ว่าจะเปิดไฟปิดไฟก็ไม่กล้าหลับตาทั้งนั้น เพราะหวาดผวาภาพสยองที่ติดหัวติดตาหลังดูหนังเสร็จ แต่ที่บ่นก็มีมาก

คนที่นำทีมบ่นหาใช่ใครอื่น เขาคือ Stephen King!

ประเด็น ที่ถูกกระหน่ำว่ามากที่สุดของ The Shining ฉบับหนังคือมีการดัดแปลงจากนิยายไปมาก จนแทบไม่เหลือเค้าเดิม แม้โครงจะเหมือน แต่เนื้อในมันไม่ใกล้เคียง ถึงขนาด King ประกาศเลยว่านี่ไม่ใช่นิยายของเขา

อันนี้นอกจาก King แล้วเหล่าแฟนพันธุ์แท้ที่โดนฤทธิ์ The Shining ฉบับนิยายหลอนจนฝันร้ายไปหลายคืนก็พากันออกมาว่าหนัง ว่าดัดแปลงให้กลายเป็นหนังสยองแบบเพียวๆ แต่ฉบับนิยายนั้นมีมากกว่าความสยอง ไม่ว่าจะประเด็นความรักในครอบครัว (ส่วนในหนังเราเห็นแต่ฆ่าๆๆๆ กันอย่างเดียว) และเรื่องของปัญหาคนติดเหล้า ซ้ำตอนจบยังไปคนละลู่ผิดจากแนวทางดั้งเดิมที่ King อุตส่าห์วางไว้

ในมุมหนึ่งหากจะมองว่า King นี่เรื่องมากดีแท้ หนังออกมาดังดี แล้วเหตุไฉนต้องมาทำอะไรแบบนี้ด้วย

แต่ ถ้ามองอย่างกลางๆ นะครับ ผมมองนี่แหละ ในฐานะที่ผ่านการอ่านมาแล้วทั้งนิยายและดูหนัง ก็พอเข้าใจ ... จากจุดนี้ไปจะมีกรสปอยล์เรื่องราวแล้วนะครับ หากไม่อยากทราบก็กรุณาอ่านข้ามไปอ่านดาวตรงท้ายจะดีที่สุด

ความ เยี่ยมจริงๆ ของ The Shining เวอร์ชั่นหนังสือ นอกจากความสยองแล้ว ยังมีเรื่องความรักพ่อลูกแทรกเข้าไปตลอด เพราะตามพล็อตแล้ว แจ๊คเป็นคนติดเหล้า มีปัญหามากจนถึงขึ้นเคยโยนแดนนี่ไปกองกับพื้นจนแขนหัก ซ้ำยังเป็นนักเขียนที่กำลังตันนึกเรื่องไม่ออกด้วย เขาเลยพยายามหาทางแก้ตัว หมายมั่นเลยว่าจะคืนดีกับลูกและเมียพร้อมทั้งเขียนผลงานดีๆ สักชิ้นเพื่อเอาเงินมาเจือจานครอบครัว

ครั้นพอไปถึงโรงแรม ตอนแรกทุกอย่างเหมือนจะดี แต่แล้วก็มีเหตุให้แจ๊คกับลูกเมียเกิดช่องว่างระหว่างกัน (เพราะผีมันชักจูงหลอกหลอนปั่นหัวนี่แหละ) จนเกิดเรื่องใหญ่โตและแจ๊คเกือบฆ่าคนทั้งครอบครัวแบบเดียวกับที่เคยเกิดกับ ครอบครัวเกรดี้ แต่ในตอนท้ายแจ๊คได้สติ จึงพยายามปกป้องลูกแม้ตัวจะตายก็ตาม ซึ่งตอนจบแบบนี้คนดู The Shining ฉบับทีวีซีรี่ส์ย่อมเข้าใจดี

ที่ สำคัญที่สุดคือตัวละครแจ๊ค แท้จริงแล้วอิงมาจาก King เองนั่นแหละ เขาเลยเขียนเรื่องของชายคนหนึ่งที่เคยทำพลาด แต่พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ครอบครัวกลับมารักกัน และยังแสดงว่าเขารักลูกมากแค่ไหน แม้จะเคยทำไม่ดีกับลูกไปบ้างก็ตาม

แต่ในเรื่องแจ๊คนี่บ้า แล้วฆ่าลูกเดียว ประเด็นติดเหล้าถูกพูดแค่ผิวๆ ยิ่งเรื่องความรักลูกนี่โดนตัดทิ้งไม่เหลือหลอ

ลองว่าทั้งเนื้อหาและแนวคิดโดน Kubrick เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงแบบนี้จึงไม่แปลกที่พี่ King จะของขึ้นไม่ยอมรับหนังเสียอย่างนั้น

เรื่อง ที่ Kubrick โทรมาหาพี่ King ตอนตีสามจึงถือเป็นจุดแรกที่แสดงให้เห็นว่าสองคนนี้คิดกันคนละมุม เอาแค่เรื่อง "ชีวิตหลังความตาย" กับ "พระเจ้า" นี่ก็ไม่ใช่แนวเดียวกันแล้ว

ความ จริงตลอดการถ่ายทำ King พยายามขอให้ Kubrick เปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ให้มันเข้ากับแนวทางเดิมของนิยาย ไม่ว่าจะนักแสดงที่ King หมายมั่นจะได้ Jack Palance มาสวมบทแจ๊คไป หรือไม่ก็ Michael Moriarty หรือ Jon Voight เพราะ King มองว่าแจ๊คควรเป็นคนธรรมดาที่ดูมีการศึกษา มีสติปัญญา แต่แล้วกลับเจอเรื่องปั่นหัวจนกลายเป็นบ้าไป

แต่ Kubrick เลือก Nicholson มาก็เหมือนเอาระเบิดมาโยนครับ เพราะคาแร็คเตอร์ของ Nicholson นี่หน้าก็บอกยี่ห้อว่าบ้าตั้งแต่เริ่มแรก ใครดูแล้วน่าจะรู้สึกนะครับ ดูทั้งเรื่องยังไงก็เดาได้ว่าแกต้องบ้าแน่นอน

หรือจะตัวละครเวนดี้ ที่ King บอกไว้ว่าควรจะเป็นดาราสาวผมบลอนด์ เพราะเวนดี้ตามนิยายนั้น เป็นหญิงสาวสวยที่มีลักษณะยังกับเชียร์ลีดเดอร์ดาวโรงเรียน ที่ไม่สามารถเผชิญกับปัญหาได้ ประเภทเจอแล้วเอาแต่กรี๊ดลูกเดียว ช่วยตัวเองไม่ได้ แต่พอได้ Duvall มาแสดงก็อีก หน้าตาบอกยี่ห้อว่ารับปัญหาได้ร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ

ที่สำคัญคือ Duvall โหงวเฮ้งห่างไกลจากการเป็นเชียร์ลีดเดอร์มากมายนัก

พอ มีอะไรขัดแย้งกันมากเข้า King เลยไม่ต้องการมีส่วนร่วมอีก หลังๆ เลยตีตนออกห่างไปทำงานเขียนอย่างอื่นดีกว่า พอหนังออกมาก็เลยแสดงความเห็นไปแรงๆ สับหนังตามระเบียบ

จุดนี้พอจะ เห็นใจ King แต่ก็ไม่ได้แปลว่า Kubrick มีเจตนาหาเรื่อง King ซะเมื่อไหร่ มันแค่ความคิดต่างกันเท่านั้นเอง เพราะ Kubrick ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้กำกับที่ไม่ยอมลงกับใครง่ายๆ อยู่แล้ว ทำอะไรต้องได้ตามใจคิด (ดูจากการเทค 127 ครั้งเป็นต้น) ยิ่งพอมีภาพมีความคิดบ่มชัดในหัวแล้ว ยังไงก็ไม่ยอมเปลี่ยน อย่างผลงานชิ้นสุดท้าย Eyes Wide Shut ก่อนเขาจะลาจากโลกนี้ไป ก็ยังตัดเวอร์ชั่นสุดท้ายไว้ชนิดติดเรต NC-17 ที่แปลว่าเด็กห้ามดูเด็ดขาด แม้ทาง Warner Bros. จะบอกให้ลดโน่นนิดนี่หน่อยเพื่อจะได้เหลือเรต R แต่ Kubrick ก็ยืนกรานไม่ยอมตัดทอนใดๆ ตราบจนสิ้นลม

ถ้ามองอย่างกลางๆ The Shining ทั้งเวอร์ชั่นหนังสือและเวอร์ชั่นหนังใหญ่ ต่างก็สุดยอดเข้าท่ากันทั้งคู่ เพียงแต่คนละแนวทางเท่านั้น

นิยาย The Shining โดดเด่นมากในเรื่องการเล่าที่น่าสนใจ ไม่ใช่แค่โรงแรมผีสิงอย่างที่เราเคยได้ยินมาแต่ดั้งเดิม มีการแทรกเอาเรื่องพลังจิต รวมทั้งความรักพ่อแม่ลูกใส่ลงไป ส่วนเรื่องความระทึกไม่ต้องห่วง King ทำได้ดีอยู่แล้ว อีกทั้งยังมีการสะท้อนปัญหาน้ำเปลี่ยนนิสัยเอาไว้เป็นกำไรคิด

ปฏิเสธไม่ได้ว่าของเขาดีจริง และปฏิเสธไม่ได้ว่า Kubrick แทบไม่ได้พูดถึงประเด็นพวกนี้เลย

แต่สิ่งเด็ดๆ ในเวอร์ชั่นหนังก็ใช่ว่าจะไม่มี

Kubrick แสดงภาพของ "ผี" ในเรื่องไม่ใช่ออกมาหลอกหลอน แต่เป็นการออกมาปั่นจิตใจคนโดยเฉพาะแจ๊คที่มีสภาพจิตใจอ่อนแอจากหลายๆ อย่างมาผสมกัน ไม่ว่าจะเรื่องในอดีตที่ตนเคยทำพลาด หรืออารมณ์ศิลปินพลุ่งพล่านตอนเป็นนักเขียนที่พร้อมจะเพิดลูกเมียออกจากห้อง ได้ตลอดเวลา

"ผี" ในหนังกลับไม่ใช่ตัวตนที่คนจะสัมผัสได้โดยตรง แต่มาในรูปแบบของพลังงานบางอย่างที่มีผลต่อความคิดและการกระทำของคน นี่จึงเป็นอะไรที่สะท้อนมุมมองเกี่ยวกับชีวิตหลังความตายที่แตกต่างไปของ Kubrick

"ผี" อาจจะน่ากลัวจริง แต่คนต่างหากที่น่ากลัวที่สุด

คน มีสิ่งติดตัวอย่างหนึ่งที่เป็นทั้งคุณและโทษนั่นคือ "ความคิด" อย่างที่ผมเกริ่นไปข้างต้น มันช่วยคนได้และฆ่าคนได้ ที่ต้องเสริมอีกอย่างหนึ่งคือ "อารมณ์" ที่บันดาลให้เกิดสุขและทุกข์ได้พอๆ กัน

"ผี" ที่เปลี่ยนแจ๊ค ทอร์เรนซ์จากคนดีๆ ให้กลายเป็นไอ้บ้าคลั่งถือขวาน อาจเป็นได้ทั้ง" ผีแท้จริง" หรือ "ผีในใจเขาเอง"

บ้าน เราเรียกผีว่าผีหรือไม่ก็วิญญาณ แต่ฝรั่งมั่งค่ามีศัพท์แสงที่แตกต่างกันนอกจาก Ghost แล้วยังมี Spirit ที่หมายความได้หลายอย่าง อยู่ที่สถานการณ์ จะหมายถึงผี วิญญาณก็ได้ หมายถึงความกล้าหาญก็ได้ กล่าวคือเป็นได้ทั้งดีและไม่ดี

ไม่ต่างจาก ความคิดของคนที่ดีบ้างร้ายบ้าง ถ้าเราตกใต้อำนาจมันเหมือนแจ๊คตกใต้อำนาจผี โดนผีในหัวปั่นใจจนไม่เหลือดี สติสตางค์ที่เคยมีเป็นอันมลายสิ้น ก็มีแต่จะเกิดเรื่องสลดใจ

ย้อนกลับไปที่เรื่องความเชื่อในพระเจ้าของ Kubrick และ King ที่เห็นความต่างได้ชัดในตอนจบของเรื่อง

King จบแบบยังพอมีหวัง บ่งถึงว่าพระเจ้ายังมองดูมาที่ครอบครัวทอร์เรนซ์บ้าง แม้จะเกิดความสูญเสียแต่คนที่ทำกรรมดีก็ยังพอจะได้ดี ส่วนในแบบของ Kubrick จบแบบคลั่งฆ่า คนดีมีน้ำใจก็พลอยมาประสบเคราะห์กรรม

ยิ่งกว่านั้นสังเกตความต่างของแจ๊คในนิยายและในหนังให้ดี ในหนังสือแจ๊คสำนึกได้ แต่ในหนังแจ๊คไม่สำนึก!

เกร็ด เพิ่มเติมอีกนิดสำหรับคนที่ดูหนังจบแล้ว คือแรกเริ่มเดิมทีตอนจบของเวอร์ชั่นหนังไม่ได้จบแค่ภาพถ่ายหลอนๆ เท่านั้น ในสัปดาห์แรกหนังที่หนังเข้าโรงยังมีเหตุการณ์ต่อจากนั้น นั่นคือฉายไปถึงตอนที่เวนดี้นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล แล้วคุณอุลล์แมนที่จ้างแจ๊คตอนต้นเรื่องก็เข้ามาบอกว่าไม่มีใครหาศพของแจ๊ค พบ ก่อนจะตั้งคำถามเวนดี้อีกนิดหน่อย

ถัดมาก็เป็นฉากนอกห้อง คุณอุลล์แมนเดินไปหาแดนนี่ที่นั่งอยู่ข้างนอก พร้อมทั้งยื่นลูกบอลปริศนา อันเดียวกับที่แดนนี่เคยไปเจอมันเด้งไปเด้งมาอยู่ในโรงแรมโอเวอร์ลุค แล้วคุณอุลล์แมนก็เดินจากไปพร้อมเสียงหัวเราะที่ชวนสะพรึงไปถึงขั้วหัวใจ หลังจากหนังฉายไปหนึ่งสัปดาห์ Kubrick ตัดฉากพวกนี้ออก เพราะเห็นว่ามันอาจทำให้เรื่องหลุดไปได้

แล้วพอเวลาล่วงมาถึงปี 1997 Stephen King ได้ทำการสร้างมินิซีรี่ส์ The Shining ออกมาเอง โดยนำเสนอเรื่องตามนิยาย แต่ความนิยมไม่มากมายเท่าไหร่ แต่จุดที่น่าพูดถึงคือหนังไปถ่ายทำกันที่โรงแรม Stanley ของจริง ส่วนเวอร์ชั่น Kubrick ไปถ่ายกันที่ Timberline Lodge ที่โอเรกอนแทน โดยทางโรงแรมได้ขอให้มีการเปลี่ยนหมายเลขห้องผีสิง ที่ตามนิยายระบุไว้ว่าเป็นห้อง 217 ก็ต้องเปลี่ยนเป็น 237 เพราะทางโรงแรมกลัวแขกจะสยองพองเกล้าไม่กล้าเข้าไปพัก

ล่าสุด The Shining ครองใจนักดูหนังจนยกให้เป็นหนึ่งในสิบหนังสยองยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลและถือ เป็นงานที่ดัดแปลงจากปลายปากกาของพี่ King แล้วออกมาดีที่สุด ซึ่งผมก็เห็นด้วย (แม้พี่ King จะไม่เห็นตามก็เถอะ) หนังออกมาสยอง ดูแล้วเกร็ง พูดแล้วว่าจะไปเอามาดูอีกรอบเพื่อความหฤหรรษ์

แม้แนวทางจะคนละแบบ ประเด็นสื่อจะคนละอย่าง แต่ The Shining ทั้งหนังสือและหนังโรง ต่างก็เป็นที่สุดด้วยกันทั้งคู่

ทางที่ดีควรหาหนังดูและหาหนังสืออ่านเพื่อความครบเครื่อง

สินค้านี้ยังไม่มีคนรีวิว
คำถาม
รายละเอียด
ชื่อผู้ถาม
ข้อมูลสำหรับการติดต่อกลับ (ไม่เปิดเผย เห็นเฉพาะเจ้าของร้าน)
อีเมล
เบอร์มือถือ
  • ถาม
ภัทรภัสสร์ รุ่งเรืองประวีณ
ภัทรภัสสร์ รุ่งเรืองประวีณ
124.122.254.x
13 ก.พ. 2559 15:08 น.
หัวข้อ :ยังมีหนังสือเล่มนี้ในสต็อกมั้ยคะ
อยากทราบว่ายังมีหนังสือ The Shining ฉบับแปลไทย ในสต็อกมั้ยคะ ขอเล่มใหม่ที่สภาพดี หน้าปกไม่หัก มุมไม่งอด้วยนะคะ จำนวน 1 เล่มค่ะ
ธ.กสิกรไทย สาขาสนามเป้า ออมทรัพย์
ธ.กรุงศรีอยุธยา สาขาบางเขน ออมทรัพย์
ธ.ทหารไทย สาขาเซ็นทรัล ลาดพร้าว ออมทรัพย์
ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาสี่แยกเกษตร ออมทรัพย์
ธ.กรุงเทพ สาขาเทสโก้ โลตัส วังหิน ออมทรัพย์
ธ.กรุงไทย สาขาลาดปลาเค้า 41 ออมทรัพย์
  • ค่าธรรมเนียม 3.9% + 11 THB
  • การชำระผ่าน PayPal คุณไม่จำเป็นต้องแจ้งชำระเงิน เนื่องจากระบบจะจัดการให้คุณทันที ที่คุณชำระเงินเสร็จสมบูรณ์
เพื่อความเข้าใจตรงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายและมิตรภาพที่ดีต่อกัน กรุณาทำความเข้าใจเงื่อนไข

ติดต่อเรา

0851128750
facebook

หมวดหมู่สินค้า

สถิติร้านค้า

หน้าที่เข้าชม821,163 ครั้ง
ผู้ชมทั้งหมด365,220 ครั้ง
เปิดร้าน8 พ.ค. 2557
ร้านค้าอัพเดท21 พ.ย. 2560

ติดตามสินค้า

ระบบสมาชิก

เข้าสู่ระบบด้วย
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก

ยังไม่มีบัญชีเทพ สร้างบัญชีใหม่ ไม่เกิน 5 นาที
สมัครสมาชิก (ฟรี)
ตะกร้าของฉัน (0)
มีสินค้าทั้งหมด 0 ชนิด 0 ชิ้น
0 บาทราคาสินค้าทั้งหมด
(ยังไม่รวมค่าจัดส่ง)
สั่งซื้อสินค้า
ตะกร้า
( 0 )
รายการสั่งซื้อของฉัน
เข้าสู่ระบบด้วย
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก

ยังไม่มีบัญชีเทพ สร้างบัญชีใหม่ ไม่เกิน 5 นาที
สมัครสมาชิก (ฟรี)
รายการสั่งซื้อของฉัน
ข้อมูลร้านค้านี้
ร้าน10000tipBOOK
10000tipBOOK
10000tipbook แห่งนี้ก็เป็นร้านจำหน่ายหนังสือทั้งมือหนึ่งและมือสอง (ส่วนมากจะหนักไปทางมือหนึ่งครับตอนนี้) ซึ่งเจ้าของร้านก็ไม่ใช่ใคร ก็คือ "หมื่นทิพ" คนที่ชอบขีดๆ เขียนๆ เรื่องหนังและหนังสือนั่นเอง โดยที่ทุกท่านสามารถแวะเข้าไปทำความรู้จักกับผมได้ตามเว็บไซต์ต่อไปนี้นะครับ ที่แรกก็คือ facebook.com/10000tip ที่แห่งที่สองก็คือบล็อกของผม 10000tip's Blog (http://10000tip.bloggang.com) นะครับ อีกแห่งคือเฟซบุ๊คของร้านหนังสือแห่งนี้แนะนำว่าให้ลองแวะไปทำความรู้จักตามที่เหล่านี้ก่อนเพื่อความสบายใจยามจะสั่งสินค้านะครับ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะได้พบเจอหนังสือที่ต้องการ และพึงพอใจในบริการจากใจในเว็บของเรานะครับ ขอบคุณครับ
เบอร์โทร : 0851128750
อีเมล : anochawang@gmail.com
ส่งข้อความติดต่อร้าน
เกี่ยวกับร้านค้านี้
สินค้าที่ดูล่าสุด
บันทึกเป็นร้านโปรด
Join (สมัครสมาชิกร้าน)
แชร์หน้านี้
แชร์หน้านี้
พูดคุยกับร้านนี้

TOP เลื่อนขึ้นบนสุด
Go to Top