lnwshop logo

ศึกษารัฐไทย ย้อนสภาวะไทยศึกษา (ปกอ่อน) [mr04]

ศึกษารัฐไทย ย้อนสภาวะไทยศึกษา (ปกอ่อน) [mr04]
หมวดหมู่ ขายแล้ว
ราคาปกติ 350.00 บาท
ลดเหลือ 298.00 บาท
ประเภท สินค้าใหม่
อัพเดทล่าสุด 18 ก.พ. 2559
ความพึงพอใจ ยังไม่มีความคิดเห็น
ขออภัย สินค้าหมดค่ะ
Share :

ศึกษารัฐไทย ย้อนสภาวะไทยศึกษา (ปกอ่อน) [mr04]
ผลงานของ เบเนดิกท์ แอนเดอร์สัน
สำนักพิมพ์ ฟ้าเดียวกัน
หนังสือใหม่มือหนึ่งสภาพดี

ราคาปกติ 350 บาท ลดเหลือ 298 บาท
(ราคานี้ยังไม่รวมค่าจัดส่ง)

+++ รายละเอียดหนังสือ +++

ในแวดวงไทยศึกษาคงไม่มีใครปฏิเสธความสำคัญของเบเนดิกท์ แอนเดอร์สัน (Benedict Anderson) ในฐานะ “ยักษ์” ที่ต้องข้ามให้พ้น ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับแนวคิดของเขาหรือไม่ก็ตาม อย่างไรก็ตาม ไทยศึกษาหาได้เป็นความสนใจแรกเริ่มของเบน ทั้งนี้เพราะความสนใจเริ่มต้นของเบนคือเรื่องอินโดนีเซีย ดังวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของเขาเรื่อง “The Pemuda Revolution : Indonesian Politics 1945-1946” (1967) รวมทั้งผลงานอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับอินโดนีเซีย แต่เพราะเผด็จการซูฮาร์โตซึ่งขึ้นมาครองอำนาจตั้งแต่ปี 1968 ทนข้อวิจารณ์ของเบนไม่ได้ อีกทั้งไม่มีอำนาจจับกุมคุมขัง เช่นที่ได้ทำกับปัญญาชนท้องถิ่นอินโดนีเซีย เบนจึงเพียงถูกห้ามเข้าประเทศอินโดนีเซียนับตั้งแต่ปี 1972 (ก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้กลับเข้าอินโดนีเซียได้อีกครั้งในปี 1999 หนึ่งปีหลังจากเผด็จการซูฮาร์โตล้มลง)

ความสนใจเรื่องไทยศึกษาของเบนหลังจากถูกห้ามเข้าอินโดนีเซีย น่าจะเกิดขึ้นเพราะความใกล้ชิดกับปัญญาชนไทยรุ่น 1960 ที่เดินทางไปศึกษาต่อยังสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยคอร์แนลที่เบนสอนอยู่ ภูมิรู้เกี่ยวกับเมืองไทยของเขา นอกจากค้นคว้าเองแล้ว ยังได้จากการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับนักศึกษารุ่นนั้น เช่น ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และทักษ์ เฉลิมเตียรณ นอกจากนี้ ดอกผลจากการลุกฮือขึ้นของนักศึกษาประชาชนเพื่อโค่นล้มระบอบเผด็จการทหารในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 1973 ก็เป็นแรงผลักดันให้เบนตัดสินใจเรียนภาษาไทยและเดินทางมาพำนักที่ประเทศไทยในปี 1974 ในช่วงเวลานั้นเอง สถานการณ์ทางการเมืองเริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ ประสบการณ์ที่ได้รับจากอินโดนีเซียทำให้เบนส่งสัญญาณเตือนบรรดาลูกศิษย์และคนใกล้ชิดว่าเหตุร้ายกำลังจะย่างกรายเข้ามาในไม่ช้า

แม้เบนจะไม่ได้อยู่ในประเทศไทยเมื่อเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลาคม 2519 แต่ความโหดร้ายของอาชญากรรมรัฐที่เกิดขึ้น เป็นแรงผลักดันให้เขาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการเขียนจดหมายเปิดผนึกประท้วงการรัฐประหารเลือด เบนหวังว่าจะมีนักวิชาการด้านไทยศึกษาในสหรัฐอเมริการ่วมลงนามด้วย ทว่าผิดคาด นักวิชาการเหล่านั้นไม่ร่วมลง นามด้วยแม้แต่คนเดียว มีเพียงจอร์จ เคฮิน (George Kahin) จากมหาวิทยาลัยคอร์แนล และเจมส์ สก็อต (James C. Scott) จากมหาวิทยาลัยเยล เพียงสองคนเท่านั้นที่ลงนามร่วมกับเบน โดยจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ได้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ The New York Times ความสะเทือนใจจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ผนวกกับความผิดหวังต่อนักวิชาการไทยศึกษาในสหรัฐอเมริกา กระตุ้นให้เบนเขียนบทความ 2 ชิ้น ซึ่งสำคัญมากสำหรับปริมณฑลไทยศึกษา คือ “Withdrawal Symptoms: Social and Cultural Aspects of the October 6 Coup” (1977) และ “Studies of the Thai State: The State of Thai Studies” (1979) ซึ่งเป็นบทที่ 2 และ 1 ของหนังสือ ศึกษารัฐไทย ย้อนสภาวะไทยศึกษา เล่มนี้

อีก 7 บทที่เหลือ เป็นบทความ 4 ชิ้น และปาฐกถาอีก 3 ชิ้น ทุกชิ้นเกี่ยวข้องกับการเมืองไทยสมัยใหม่ในด้านใดด้านหนึ่ง เป็นเรื่องยากที่จะสรุปว่าหนังสือเล่มนี้พูดถึงประเด็นอะไรบ้าง เนื่องจากเบนอภิปรายถึงเรื่องต่างๆ อย่างกว้างขวาง คงบอกได้แต่เพียงว่าจุดเด่นของงานทั้งหมดเมื่อประกอบเข้าด้วยกัน คือแนวทางการวิเคราะห์การเมืองไทยของเบนผ่านวิธีเปรียบเทียบสองมิติ ได้แก่ มิติร่วมพื้นที่-ข้ามเวลา และมิติร่วมเวลา-ข้ามพื้นที่ อันเป็นความถนัดของเบนเสมอมา ดังหนังสือเล่มหนึ่งของเขาที่ตั้งชื่อว่า The Spectre of Comparisons (1998) ซึ่ง 4 บทความในหนังสือเล่มนี้ก็นำมาจากหนังสือเล่มดังกล่าว

ราวกับเบนในฐานะพ่อมดหมอผีกำลังบอกว่า ถ้าอยากเห็นโฉมหน้าแท้จริงของ “ปีศาจ” ก็ลองมองผ่านกล้องมิติพิศวงนี้ดูสิ ว่าแล้วเบนก็พลิกแกนสมมติฐานเรื่องรัฐไทย ซึ่งทำให้เราต้องขยี้ตาแล้วมองบทบาทของราชวงศ์จักรีเสียใหม่ ลองนึกดูว่าเมื่อตอนที่เบนชี้ว่า สยามโชคร้ายที่ตกเป็นอาณานิคมทางอ้อม ราชวงศ์จักรีสร้างความทันสมัยในลักษณะที่คล้ายกับรัฐบาลของระบอบอาณานิคม และการเปลี่ยนผ่านที่ไม่สมบูรณ์จากสมบูรณาญาสิทธิ์ไปสู่รัฐประชาชาติก่อให้เกิดปัญหานานัปการ ปีนั้นคือปี 1979 หรือ 36 ปีที่แล้ว ! กระทั่งปัจจุบัน คนจำนวนมากก็ยังมองไม่เห็นปีศาจตนนี้

เบนใช้กล้องเดียวกันนี้ในการสืบเสาะหาตัวฆาตกรที่มีส่วนร่วมในเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลา 1976 ปรากฏว่ากล้องนี้ส่องลึกไปจนเห็นถึงความคิดจิตใจอันปั่นป่วนสุดขีดคลั่งของกระฎุมพี ซึ่งเป็นฐานหรือเครื่องมือให้กับขบวนการฝ่ายขวาในการสังหารโหดนักศึกษาฝ่ายซ้าย คงไม่ผิดนักที่จะกล่าวว่า นักสืบเบนผู้มีอุปกรณ์คู่กายเป็นกล้องมิติพิศวงนี้สนอกสนใจเหตุการณ์นองเลือดเป็นพิเศษ ในบทความ “ฆาตกรรมกับความก้าวหน้าในสยามยุคใหม่” (1990) เบนได้กลิ่นฆาตกรรมไม่ชอบมาพากลจากการดูหนังเรื่อง มือปืน ซึ่งกระตุ้นให้เขาเริ่มวิเคราะห์เปรียบเทียบเหตุฆาตกรรมทางการเมืองของสยามในห้วงเวลาต่างๆ ก่อนจะชี้ว่าในช่วงทศวรรษ 1980 กระฎุมพีเริ่มฆ่ากันเองด้วยเหตุที่สภาผู้แทนราษฎรเริ่มมีมูลค่าทางการตลาดอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ในปาฐกถา “สองนครเลือด : จากดิลีถึงกรุงเทพฯ” (1992) เบนได้เปรียบเทียบเหตุการณ์พฤษภา 1992 ในประเทศไทย กับการสังหารหมู่ในดิลีเมื่อปี 1991 ในประเทศอินโดนีเซีย (ณ ขณะนั้น) ซึ่งก็คือการเปรียบเทียบในมิติร่วมเวลา-ข้ามพื้นที่นั่นเอง และเราก็ต้องตกใจที่ถูกทำให้ตระหนักว่า ทั้งปีศาจอย่างกองทัพไทยและกองทัพอินโดนีเซีย ต่างก็ถือกำเนิดจากลัทธิจักรวรรดินิยม และสังหารคนในชาติมากกว่าคนต่างชาติ จะต่างออกไปก็ในแง่ที่ว่า กองทัพอินโดนีเซียเคยสู้รบเพื่อเอกราชจริงๆ ในการต่อต้านการกลับเข้ามาของดัตช์ ขณะที่กองทัพไทยไม่เคยมีเกียรติภูมิทำนองนั้นเลย

นอกจากเรื่องกองทัพแล้ว เบนยังหยิบยกประเด็นสำคัญๆ ซึ่งเป็นแกนกลางของการศึกษาการเมืองสมัยใหม่ขึ้นมาอภิปรายเปรียบเทียบอย่างลุ่มลึกด้วยกล้องพิศวงสองมิตินี้ เช่น ในบทความ “การเลือกตั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” (1996) เบนสืบสาวเส้นทางการเกิดขึ้นของลัทธิเลือกตั้งในไทย-ฟิลิปปินส์-อินโดนีเซีย เขาเขียนบทความนี้ไม่นานหลังเหตุการณ์พฤษภา 2535 ซึ่งชนชั้นกลางไทยลุกฮือขึ้นต่อต้านเผด็จการทหารเพื่อรักษาระบอบเลือกตั้ง ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งในอีกสองประเทศที่ยังล้มลุกคลุกคลาน เบนจึงสรุปว่าไทยโชคดีกว่าอีกสองประเทศ หลายคนคงอยากเถียงกับเบนเมื่อมองดูสถานการณ์การเลือกตั้งไทยหลังจากบทความชิ้นนี้ตีพิมพ์มาร่วม 2 ทศวรรษ

อีกบทความที่สนุกและลุ่มลึกยิ่งของเบน คือ “ชนกลุ่มใหญ่และชนกลุ่มน้อย” (1987) ซึ่งเป็นหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับประเด็นซึ่งเบนมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษคือขบวนการชาตินิยมทางการในจักรวรรดิพหุชาติพันธุ์ แม้ในบทความนี้เบนจะไม่ได้ใช้ไทยเป็นกรณีศึกษาหลัก แต่เราก็เห็นอะไรได้มากจากการที่เบนชี้ให้เห็นว่า แนวคิดเรื่องชนกลุ่มใหญ่-ชนกลุ่มน้อยถือกำเนิดขึ้นในฐานะเครื่องมือของการปกครองอาณานิคม และการเมืองชาติพันธุ์นั้นเชื่อมโยงกับความขัดแย้งทางชนชั้นและศาสนาอย่างแยกไม่ออก เมื่อเราเห็นการต่อสู้ขับเคี่ยวกันระหว่างเจ้าอาณานิคมผิวขาวกับนักชาตินิยมท้องถิ่นของประเทศเพื่อนบ้าน ในการกะเกณฑ์พันธมิตรชาติพันธุ์กลุ่มน้อยเข้ามาเป็นพวก เพื่อคัดง้างความชอบธรรมของเจ้าอาณานิคม เราก็อาจตั้งคำถามกับตัวเองได้วา ขบวนการชาตินิยมในประวัติศาสตร์ไทยนั้นหลงทิศผิดทางหรือไม่ที่ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่นักล่าอาณานิคมภายในเลย และนี่อาจตรงกับสมมติฐานที่เบนตั้งไว้คือสยามน่าจะเป็นประเทศสุดท้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กลายเป็น “รัฐประชาชาติ”

กล้องของเบนที่ประดิษฐ์ขึ้นจากวิธีวิทยาเปรียบเทียบสองมิติ นอกจากส่องเห็นปีศาจแล้ว ที่อัศจรรย์คือมันฉายให้เห็นตัวละครผู้กระทำการในหน้าประวัติศาสตร์อย่างหลากหลายยิ่ง คงไม่จำเป็นต้องกล่าวแล้วว่าเบนให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ mentality ของผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นนักล่าอาณานิคมผิวขาว กษัตริย์ท้องถิ่น ผู้นำกองทัพ และนักการเมือง กระนั้นก็ตาม กล้องนี้ยังส่องเห็นชีวิตจิตใจของคนเล็กๆ จำนวนนับไม่ถ้วน ตั้งแต่นักชาตินิยมผู้หาญกล้า (ซึ่งเบนเตือนว่าอย่าได้หลงลืมพวกเขาเป็นอันขาด) ชนกลุ่มน้อยชาวจีน (ผู้เป็นพลังและตัวแปรสำคัญเสมอในการเมืองสมัยใหม่) คนอีสาน (ผู้ถูกหมิ่นแคลนเสมอในสื่อไทย) ชาวอิเรียนตะวันตก ชาวติมอร์ตะวันออก ชาวเขา ชาวเล ตลอดจนชนกลุมน้อยอื่นๆ ทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กระนั้นก็ตาม ดูเหมือนว่ากลุ่มคนที่เบนอภิปรายถึงอย่างละเอียดเป็นพิเศษก็คือคอมมิวนิสต์และผู้สืบทอด ในบทความ “แนวคิดมุ่งเปลี่ยนแปลงสังคมในระดับมูลฐานหลังลัทธิคอมมิวนิสม์” (1993) เบนเปรียบเทียบประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกันของลัทธิคอมมิวนิสม์ในอินโดนีเซีย-ไทย ก่อนจะชี้ให้เห็นถึงผลงานของนักคิดนักเขียนอินโดนีเซีย-ไทยร่วมสมัย ซึ่งเป็นเสมือนผู้ตรวจสอบ ฟื้นฟู และสืบทอดสายธารความคิดที่มุ่งเปลี่ยนแปลงโลกอย่างขุดรากถอนโคนให้กลับมามีบทบาทในการเมืองร่วมสมัยอีกครั้ง

ไม่ต้องสังเกตก็เห็นว่า เบนมีน้ำเสียงเสียดเย้ยเสมอเวลาบรรยายถึงพฤติกรรมของผู้มีอำนาจ ขณะที่เวลาพูดถึงคนชายขอบหรือคนที่ถูกกดขี่กระทำทารุณกรรม เขาจะเล่าถึงชะตากรรมของคนเหล่านั้นด้วยน้ำเสียงเห็นอกเห็นใจเสมอ และไม่ลืมที่จะชี้ให้เห็นทางออกของปัญหาด้วย เช่น ในปาฐกถาเรื่อง “คนไร้รัฐ” (2008) เบนอภิปรายเรื่องจุลรัฐด้วยกล้องสองมิติพิศวงเช่นเคย เพื่อชี้ให้เห็นว่ามีรัฐจำนวนมากที่มีขนาดเล็กและมีประชากรไม่เท่าไหร่ ดังนั้น การที่ชาวมลายูมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งถูกกรุงเทพฯ กดขี่เสมอมา จะอยากมีรัฐเป็นของตัวเองนั้นใช่ว่าไร้เหตุผลเสียทีเดียว ทว่าทางออกที่เบนคิดว่าน่าจะเสียเลือดเสียเนื้อน้อยที่สุดก็คือ การปล่อยให้พื้นที่นี้เป็นเขตปกครองตนเองอย่างแท้จริงทั้งในเชิงการเมืองและสัญลักษณ์

นอกจากนี้ ในปาฐกถาเรื่อง “มองอนาคตการเมืองไทยผ่านสายตาคนนอก” (2011) เบนยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า คนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ชนกลุ่มน้อย ชาติพันธุ์ และคนธรรมดาสามัญตามต่างจังหวัดนั้น เป็น “คนนอก” ในระบอบคณาธิปไตยไทยยิ่งกว่าตนในฐานะนักวิชาการต่างชาติเสียอีก เบนพูดถึง “คนนอก” เหล่านี้คู่ขนานไปกับการจิกกัดชนชั้นกลางกรุงเทพฯ ว่าขี้ขลาด เห็นแก่ตัว และไม่มีภาพอนาคตของประเทศชาติในหัว พร้อมกันนั้นก็เล่าถึงชะตากรรมของสถาบันกษัตริย์แบบศักดินาของอังกฤษที่จบสิ้นลงไปแล้วและปัจจุบันถูกแทนที่ด้วยสถาบันกษัตริย์แบบกระฎุมพี เบนบรรยายสามภาพนี้ในปาฐกถาหลังการสังหารโหดคนเสื้อแดงในเหตุการณ์เมษา-พฤษภา 2010 เพียง 1 ปี เบนไม่ได้พูดตรงๆ ว่าเขาเห็นอนาคตการเมืองไทยอย่างไร เขาเพียงบอกเป็นนัยให้เราคิดเปรียบเทียบภาพเหล่านี้เอาเอง

ความโดดเด่นอีกประการหนึ่งในงานของเบน แอนเดอร์สัน ที่อยากกล่าวทิ้งท้ายไว้คือ ภาษาเสียดเย้ยคมคายอันเป็นเอกลักษณ์หรือลายเซ็นต์ของเบนที่ก่อให้เกิดอารมณ์ขันขื่นอย่างร้ายกาจนั้น เกิดจากการที่เบนชี้ให้เห็นถึง “ความย้อนแย้ง” อันคาดไม่ถึงที่มีเหตุจากความพลิกผันของสถานการณ์ อาทิเช่น รัชกาลที่ 5 เป็นผู้สร้างกองทัพสมัยใหม่เพื่อใช้เป็นเครื่องมือรักษาความมั่นคงภายในของกษัตริย์เอง แต่แล้วต่อมากองทัพก็หันมาครอบงำการเมืองภายในประเทศและเล่นงานผู้ปกครองแห่งราชวงศ์จักรีที่สร้างมันขึ้นมา กระนั้นก็ตาม กองทัพกลับไม่ได้พยายามทำลายความเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและชาตินิยมของสถาบันกษัตริย์ กองทัพก็เลยมีกษัตริย์ค้ำหัวอยู่ ทำให้ไม่สามารถบรรลุถึงตำแหน่งสูงสุดอย่างที่ซูฮาร์โต ประธานาธิบดีของอินโดนีเซียทำได้

หรือ จุดอ่อนที่สำคัญมากเพียงอย่างเดียวของผู้ปกครองอาณานิคมซึ่งเกิดจากการกระทำที่เหยียดเชื้อชาติของพวกเขาเอง ก็คือการที่พวกเขานั่นแหละเป็นชนกลุ่มน้อยอย่างยิ่ง อาจจะเป็นชนกลุ่มน้อยกลุ่มแรกในประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยซ้ำ ผู้ปกครองอาณานิคม (ผิวขาว) เข้ามาล่าอาณานิคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยที่ในมหานครที่พวกเขาจากมา การปกครองด้วยเสียงข้างมากกลายเป็นบรรทัดฐานของความชอบธรรมทางการเมืองไปแล้ว และเป็นบรรทัดฐานที่กำลังแพร่ขยายเข้ามายังเอเชียอย่างรวดเร็ว ดังนัน แม้แต่ในสายตาของตัวเอง พวกเขาก็กำลังกลายเป็นความไม่ชอบธรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้



คงไม่มีใครปฏิเสธว่างานเขียนและปาฐกถาทางวิชาการของเบน แอนเดอร์สันนั้นครบรสและกลมกล่อมอย่างยิ่ง ด้วยเหตุที่มันให้ทั้งความรู้ที่ลึกซึ้งกว้างขวาง ความเข้าอกเข้าใจเห็นใจเพื่อนมนุษย์ผู้ถูกกดขี่ และสุนทรียะทางภาษาในระดับใกล้เคียงกับการอ่านวรรณกรรมชั้นดี คุณูปการของหนังสือเล่มนี้ต่อการศึกษาการเมืองไทยสมัยใหม่คงไม่อาจกล่าวถึงได้หมดในที่นี้ แต่ข้อดีของหนังสือทั้งเล่มคงหมดลงหากเราพอใจแค่ยอมรับคำอธิบายของเบน ทั้งนี้เพราะสปิริตสำคัญที่เบนมอบให้กบแวดวงไทยศึกษา คือการมองรัฐไทยและการศึกษารัฐไทยอย่างวิพากษ์ แน่นอนว่างานของเบนเองก็เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษารัฐไทยด้วยเช่นกัน เราจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลังจากนี้จะมีงานไทยศึกษาที่ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อโต้แย้งด้วยหลักฐาน หรือเสนอมุมมองใหม่ที่แตกต่างจากเบน ดังที่เบนได้เคยแสดงให้เห็นมาแล้วร่วมสี่ทศวรรษ

สุดท้ายสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันขอขอบคุณอาจารย์เบน แอนเดอร์สัน ที่ให้ความไว้วางใจสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันในการจัดพิมพ์งานรวมบทความและปาฐกถาครั้งนี้ ทั้งยังให้คำปรึกษาในการเลือกบทความและให้แนวทางการแปลด้วย สำนักพิมพ์ยังต้องขอบคุณอาจารย์ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ซึ่งกรุณาอ่านต้นฉบับแปล ให้คำเสนอแนะ รวมถึงเขียนคำนำเสนอ ขอบคุณอาจารย์เกษียร เตชะพีระ และผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ ที่ไม่ประสงค์ออกนาม ซึ่งกรุณาชี้แนะให้ความเข้าใจในส่วนที่กองบรรณาธิการติดขัดเมื่อตรวจทานต้นฉบับ สำหรับข้อบกพร่องอันอาจมีได้นั้นถือเป็นความรับผิดชอบของสำนักพิมพ์แต่เพียงผู้เดียว


บทที่ 1

ศึกษารัฐไทย วิพากษ์ไทยศึกษา

บทที่ 2

บ้านเมืองเราลงแดง : แง่มุมทางสังคมและวัฒนธรรมของรัฐประหาร 6 ตุลาคม

บทที่ 3

ฆาตกรรมกับความก้าวหน้าในสยามยุคสมัยใหม่

บทที่ 4

สองนครเลือด : จากดิลีถึงกรุงเทพฯ

บทที่ 5

แนวคิดมุ่งเปลี่ยนแปลงสังคมในระดับมูลฐานหลังลัทธิคอมมิวนิสม์

บทที่ 6

การเลือกตั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บทที่ 7

ชนกลุ่มใหญ่และชนกลุ่มน้อย

บทที่ 8

คนไร้รัฐ

บทที่ 9

มองอนาคตการเมืองไทยผ่านสายตาคนนอก

สินค้านี้ยังไม่มีคนรีวิว
ชื่อ
คำถาม
รายละเอียด
  • ถาม
สินค้านี้ยังไม่มีคนถามคำถาม
ธนาคาร เลขที่บัญชี สาขา ประเภทบัญชี ชื่อบัญชี
ธ.กสิกรไทย 029-2-62041-1 สาขาสนามเป้า ออมทรัพย์ น.ส.อโนชา หวังเลิศตระกูล
ธ.กรุงศรีอยุธยา 047-1-53052-6 สาขาบางเขน ออมทรัพย์ น.ส.อโนชา หวังเลิศตระกูล
ธ.ทหารไทย 233-2-31578-3 สาขาเซ็นทรัล ลาดพร้าว ออมทรัพย์ น.ส.อโนชา หวังเลิศตระกูล
ธ.ไทยพาณิชย์ 406-403735-2 สาขาสี่แยกเกษตร ออมทรัพย์ น.ส.อโนชา หวังเลิศตระกูล
ธ.กรุงเทพ 008-004657-6 สาขาเทสโก้ โลตัส วังหิน ออมทรัพย์ นายนเรศร์ มหาคุณ
ธ.กรุงไทย 199-1-15587-5 สาขาลาดปลาเค้า 41 ออมทรัพย์ นายนเรศร์ มหาคุณ
  • ค่าธรรมเนียม 3.9% + 11 THB
  • การชำระผ่าน PayPal คุณไม่จำเป็นต้องแจ้งชำระเงิน เนื่องจากระบบจะจัดการให้คุณทันที ที่คุณชำระเงินเสร็จสมบูรณ์
เพื่อความเข้าใจตรงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายและมิตรภาพที่ดีต่อกัน กรุณาทำความเข้าใจเงื่อนไข

ติดต่อเรา

0851128750

สถิติร้านค้า

หน้าที่เข้าชม468,715 ครั้ง
ผู้ชมทั้งหมด211,485 ครั้ง
เปิดร้าน8 พ.ค. 2557
ร้านค้าอัพเดท3 ธ.ค. 2559

หมวดหมู่สินค้า

วรรณกรรมแปล [1090]

ติดตามสินค้า

ระบบสมาชิก

เข้าสู่ระบบด้วย
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก

ยังไม่มีบัญชีเทพ สร้างบัญชีใหม่ ไม่เกิน 5 นาที
สมัครสมาชิก (ฟรี)
Go to Top